โลกมนุษย์โดยอ้างว่า
......ข้อยนี้ก็อยู่เมืองบนก็บ่แก่น
แล่นเมืองฟ้าก็บ่เป็น..... พญาแถนจึงให้ลงมาเกิด
ที่เมืองมนุษย์ที่ เมืองแถน หรือ
เมืองน้ำน้อย อ้อยหนู ซึ่งอยู่ในแค้วนสิบสองจุไทย
พร้อมกับได้ส่งควายให้ลง
มาเกิดในเมืองแถนด้วย เพื่อจะได้ใช้ทำไร่ไถนาหาเลี้ยงชีพต่อมาควายได้ตาย
ซากของควายเกิดเป็น น้ำเต้าปุง
ต่อมาในน้ำเต้าปุงได้เกิดเป็นมนุษย์ขึ้นหลายเผ่าพันธุ์
มนุษย์เหล่านั้นร่ำร้องอยากออกมาสู่โลกมนุษย์
ขุนทั้งสาม
จังเอาเหล็กซี(เหล็กปลายแหลมเผาไฟ)
เจาะรูน้ำเต้าปุง เพื่อให้มนุษย์เล่านั้นออกมามนุษย์พวกแรกที่ออกมา
คือ พวกข่า กะโซ่ กะเลิง แต่เนื่องจากเหล็กซีที่เผาไฟเจาะรูน้ำเต้าปุง
เต็มไปด้วยคราบเขม่าไฟสีดำ พวกข่า
กะโซ่ กะเลิง ที่ออกมาจากน้ำเต้าปุงก่อนเผ่าอื่น
ๆ จึงมีผิวดำคล้ำมอมแมมต่อมาถึงลูกหลานทุกวันนี้
แต่ยังมี
เผ่าอื่น ๆ ที่ยังเหลืออยู่ในน้ำเต้าปุงอีกมาก
ขุนทั้งสามจึงใช้สิ่วเจาะรูน้ำเต้าปุงให้กว้างยิ่งขึ้น
เผ่าอื่น ๆ รุ่นหลังที่ออกมา
เช่น ไทยเลิง ไทยลอ ไทยกวางฯลฯ
ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของไทย ลาว
ผู้ไทย ที่ออกมารุ่นหลังนี้
ได้รีบไปอาบน้ำชำระร่างกาย ในหนองน้ำศักดิ์สิทธิ์จึงมีผิวกายขาวผ่องยกเว้น
พวก ข่า กะโซ่ และกะเลิง ซึ่งออกมารุ่นแรกจากน้ำเต้าปุงที่เจาะด้วยเหล็กซีเผาไฟ
จึงมีคราบเขม่าไฟติดตามร่างกายและกลัวความ
หนาวเย็นไม่ยอมไปอาบน้ำชำระร่างกาย
จึงมีผิวดำคล้ำแทบทุกคนถึงอย่างไร
ก็ตามพวกข่า กะโซ่ และกะเลิง
ก็ออกมาจากน้ำเต้าปุงก่อนเผ่าอื่น
ๆ จึงถือว่าเป็นพี่ใหญ่(อ้ายกก)
ย่อมมีสติปัญญาเหนือกว่าเผ่าอื่น
ๆ ตามตำนานยังเล่าว่าพวกข่า กะโซ่
และกะเลิง เคยมีตัวหนังสือมาตั้งแต่อดีต
โดยจารึกตัวหนังสือไว้ในหนังควาย
แต่ว่าพวกข่า กะโซ่ และกะเลิงได้ทำสงครามแย่งชิงถิ่นที่อยู่กับชาวผู้ไทยมาตลอดจนแม่ทัพนายกองสิ้นชีวิตไป
หลายคน ในระหว่างทำสงคราม ได้ถูกสุนัขลักลอบเข้าไป
ในวังของกษัตริย์ แล้วคาบเอาหนังควายที่จารึก
อักษรข่า กะโซ่ และ กะเลิงไปกินเป็นอาหารเสียสิ้น
พวกข่า กะโซ่ และกะเลิงจึงไม่มีหนังสือขีดเขียน
เป็นอักษรของตนอีก
วิถีชีวิตและอุปนิสัย
ชาวกะลิง ความเป็นอยู่และอุปนิสัยคล้าย
ชาวไทย ข่า คือมีความมุ่งมั่น
ขยันขันแข็ง มีความรักและจริงใจต่อ
เพื่อน |